7 หลักเกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณา “เด็กจบใหม่” เข้าทำงาน

7 หลักเกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณา “เด็กจบใหม่” เข้าทำงาน

7 หลักเกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณา “เด็กจบใหม่” เข้าทำงาน ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ กว่าจะหางานได้แต่ละงาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะกับเด็กจบใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน แล้วจะทำอย่างไรให้นายจ้างเลือกรับเข้าทำงาน เพราะกว่าจะผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ที่องค์กรตั้งไว้ก็แสนจะยากลำบากแล้ว ไหนจะต้องมาฟันฝ่ารอบสอบสัมภาษณ์ให้ได้อีก แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่เตรียมความพร้อม และประเมินศักยภาพตัวเองมาก่อน มักจะได้เปรียบคนอื่น ๆ อยู่หนึ่งก้าวเสมอ ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางศึกษา ให้กับเด็กจบใหม่ที่กำลังมองหางานอยู่ ได้เตรียมความพร้อมก่อนลงสนามจริง วันนี้เราได้นำบทความเกี่ยวกับ 7 หลักเกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณา “เด็กจบใหม่” เข้าทำงาน มาฝากเพื่อน ๆ ค่ะ โดยจะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลย

7 หลักเกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณา “เด็กจบใหม่” เข้าทำงาน

1. ประวัติการศึกษา

จริงอยู่ว่าการทำงานไม่สามารถวัดได้จากเกรดเฉลี่ย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าประวัติการศึกษาเป็นด่านแรกที่ช่วยให้ผู้สมัครผ่านด่านมาถึงรอบสัมภาษณ์ได้ เนื่องจากเกรดเฉลี่ยเป็นมาตรฐานวัดผู้สมัครแต่ละคนได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงว่าควรพิจารณาต่อหรือไม่ ประวัติการศึกษาจึงเป็นสิ่งแรกที่องค์กรนำขึ้นมาพิจารณา คัดกรองคุณสมบัติขั้นต้น บอกว่าแต่ละคนเรียนอะไรมา ทำอะไรได้บ้างในสายงาน และยังบ่งบอกความรับผิดชอบของผู้สมัครด้วยว่าเป็นอย่างไร

 2. กิจกรรมระหว่างเรียน

นอกจากเกรดเฉลี่ยที่สามารถวัดความผิดชอบบุคคลได้ระดับหนึ่งแล้ว การเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สมัยเรียนก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะการทำกิจกรรมระหว่างเรียนถือเป็นประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยฝึกทักษะการทำงานได้หลายด้าน ทั้งการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำ การแบ่งเวลา ซึ่งบางกิจกรรมให้อะไร ๆ มากกว่าการฝึกงานด้วยซ้ำ อย่างการออกค่าย การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือแม้แต่กิจกรรมกีฬามหาวิทยาลัยเองก็ตาม

 3. ประสบการณ์การฝึกงาน

เด็กจบใหม่ย่อมไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานจริงอยู่แล้ว หลาย ๆ หลักสูตรการเรียนจึงบรรจุชั่วโมงการฝึกงานไว้ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้มีโอกาสไปลองสนามการทำงานจริง ๆ แต่ปกติ องค์กรที่รับนักศึกษาฝึกงานจะไม่ค่อยมอบหมายงานใหญ่ ๆ ให้ แต่ก็ช่วยให้เข้าใจบรรยากาศในการทำงานจริง ๆ ยังมีโอกาสได้ศึกษาบุคลิกภาพ ทัศนคติของคนวัยทำงานที่มีประสบการณ์มากกว่าด้วย

 4. บุคลิกภาพ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะเห็นจากตัวเราก็คือบุคลิกภาพ แม้ว่าจะไม่ควรตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการประเมินผู้สมัครเบื้องต้นโดยที่ไม่ต้องพูดคุยกับผู้สมัครเลยสักคำ เพราะกาลเทศะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานไม่ว่าจะองค์กรไหนก็ตาม เป็นมารยาทพื้นฐานที่ควรมี ผู้สมัครจึงไม่ควรจะละเลย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากถูกปัดตกตั้งแต่ยังไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ รักษาภาพลักษณ์ภายนอกไว้ก่อนจะดีที่สุด

 5. ความฉลาดทางอารมณ์

ชีวิตการทำงานปัจจุบัน นอกจากความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา (IQ) นั้นไม่พอ แต่ต้องมาพร้อมความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ด้วย เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำงาน งานจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติของคนทำงาน หลาย ๆ คนแม้จะทำงานได้เก่ง คล่องแคล่ว แต่ถ้าทัศนคติไม่ไหว ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ก็พาให้งานพังและทีมล่มได้เหมือนกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหาทั้งกับคนและงาน

 6. ความรู้ทั่ว ๆ ไป

สิ่งที่จะช่วยให้องค์กรได้วัดทัศนคติเบื้องต้น คือ ความรู้ทั่ว ๆ ไป กรรมการสัมภาษณ์ อาจชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ หรือข่าวสารบ้านเมือง เพื่อดูว่าเราสนใจเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวไหม อาจมีการถามความคิดเห็นประกอบ เพื่อดูทักษะการคิดวิเคราะห์ อีกสิ่งที่ผู้สมัครงานทุกคนต้องทำการบ้าน คือข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ที่บอกได้ว่าเราอยากจะทำงานกับองค์กรนี้มากแค่ไหน หากมีความรู้เกี่ยวกับองค์กรก็จะยิ่งได้เปรียบผู้สมัครงานคนอื่น

 7. อื่น ๆ เพิ่มเติมเสริมโปรไฟล์

คือสิ่งที่ทำให้ผู้สมัครได้เปรียบคู่แข่งคนอื่น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีได้ ต้องแสวงหามาด้วยตนเอง เช่น ทักษะภาษาที่สองที่สาม ทักษะทางคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ถ้าเราใช้งานโปรแกรมอื่น ๆ ได้นอกเหนือจาก MS Office เราจะโดดเด่นเหนือคนอื่น หรือแม้กระทั่งแฟ้มผลงานที่รวบรวมไว้สมัยเรียน พวกรางวัลที่ได้รับ เกียรติบัตร หรือหลักฐานการเข้าร่วมหลักสูตรอบรมต่าง ๆ ช่วยให้เรามีภาษีดีกว่าคนอื่น ๆ ตั้งหลายคน

4 ทักษะที่นายจ้างมองหาจาก “เด็กจบใหม่”

4 ทักษะที่นายจ้างมองหาจาก “เด็กจบใหม่”

1. ทักษะในการแก้ไขปัญหา

เมื่อบริษัทจ้างใครสักคนมาทำงาน ย่อมคาดหวังว่าคนคนนั้นจะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานได้ ซึ่งทักษะในการแก้ปัญหาจะแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีเพียงใด และมีข้อมูลเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจแก้ปัญหาในขั้นตอนต่อ ๆ ไปได้หรือไม่

2. ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์เป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนเปิดกว้างเรื่องความคิดในการทำงาน อีกทั้งยังทำให้เห็นด้วยว่าคุณสามารถ “คิดนอกกรอบ” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อการทำงานได้

3. การทำงานร่วมกันเป็นทีมและความเป็นผู้นำ

บ่อยครั้งที่การทำงานร่วมกันเป็นทีมและความเป็นผู้นำเป็นทักษะที่ต้องมาควบคู่กัน เพราะต่างช่วยเกื้อหนุนให้งานประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญต่องานทุกตำแหน่งอาชีพ ไม่ว่าจะทำอยู่ในอุตสาหกรรมใด หรือสายงานใดก็ตาม

4. ความสามารถในการจัดการและวางแผน

เมื่อเข้ามาทำงานใหม่ ๆ สิ่งหนึ่งที่นายจ้างให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับพนักงานใหม่ที่ยังไร้ประสบการณ์ในการทำงาน นั่นคือทักษะในการจัดการและวางแผนต่าง ๆ ว่าสามารถรับมือกับงานต่าง ๆ ที่เข้ามาได้ดีเพียงใด และทั้งหมดนี้ก็คือ 7 หลักเกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณา “เด็กจบใหม่” เข้าทำงาน หลายคนอาจจะคิดว่าการเป็นเด็กจบใหม่เป็นข้อจำกัดในการหางาน ทำให้ไม่กล้าสมัครงานที่ไหนเพราะกลัวจะโดนปฏิเสธ ถ้าหากใครมีความคิดเช่นนี้ ให้รีบเปลี่ยนมุมมองเสียตั้งแต่ตอนนี้ แม้ว่าเราจะเป็นเด็กจบใหม่ แต่จงมองให้เป็นข้อดีและใช้เป็นแรงผลักดันทำให้เห็นว่าคุณเป็นคนมีความสามารถ เพราะหลาย ๆ องค์กรก็ไม่ได้ติดว่าคุณจะมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนหรือไม่ ขอแค่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ทำให้เขาเห็นว่าเรามีศักยภาพพอ พร้อมที่จะเรียนรู้กับงานที่ได้รับมอบหมาย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่คุณจะได้งาน

บทความแนะนำ

แผนสำคัญเพื่อเอาชนะ เกมสล็อต

รวบรวมคำศัพท์การจากเกมสล็อตออนไลน์ ที่นักพนันควรรู้

Related Post